โครงงาน
การพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา
เรื่อง โรคปวดศีรษะไมเกรน
คณะผู้จัดทำโครงงาน
เด็กชาย นิกร สนสังข์ ชั้น ม.3/2 เลขที่ 15
เด็กหญิง ศิริวิมล ประกอบธรรม ชั้น ม.3/2 เลขที่ 19
เด็กหญิง กานต์ธิดา ช่อทองดี ชั้น ม.3/2 เลขที่ 21
เด็กหญิง เงินหอม คำหลู้ ชั้น ม.3/2 เลขที่ 23
เด็กหญิง ธนภรณ์ ทองใย ชั้น ม.3/2 เลขที่ 21
คุณครูที่ปรึกษาโครงงาน
นางสาว ขวัญดรุณ ทองสุข
โครงงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาโครงงานคอมพิวเตอร์
ประจำปีการศึกษาที่ 2/2558
โรงเรียนวัดคลองครุ
บทคัดย่อ
''โรคปวดศีรษะไมเกรน''นี้เป็นโครงงานพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา (Education Media Development)ลักษณะเด่นของโครงงานประเภทนี้
คือ เป็นโครงงานที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการผลิตสื่อเพื่อการศึกษา
ซึ่งผู้จัดทำจะใช้เว็บไซต์ในการผลิตสื่อเพื่อการศึกษาเรื่อง “โรคปวดศีรษะไมเกรน” เป็นเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาหลากหลาย
โดยสามารถใช้เป็นเครื่องมือสื่อสาร การประกาศข่าวสาร การแสดงความคิดเห็น
การเผยแพร่ผลงาน ในหลายด้านไม่ว่า อาหาร การเมือง เทคโนโลยี หรือข่าวปัจจุบัน
กิตติกรรมประกาศ
โครงงานนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยความช่วยเหลืออย่างดียิ่งของ
คุณครู ขวัญดรุณ ทองสุข อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน ที่ได้ให้คำแนะนำ และข้อคิดเห็นต่างๆมาโดยตลอด และ ขอขอบคุณ และขอบใจ
ครอบครัวและเพื่อนๆของผู้จัดทำโครงงาน ที่คอยให้กำลังใจ
และถามไถ่ความเป็นไปของโครงงานอยู่เสมอ
ทำให้ผู้จัดทำโครงงานมีกำลังใจที่จะพัฒนาโครงการจนสำเร็จได้
ผู้จัดทำโครงงานขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้
สารบัญ
บทที่1 บทนำ หน้า
1 -2
บทที่2 เอกสารและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
2.1 โรคปวดศรีษะไมเกรน หน้า 3-5
2.2 สร้างเว็บบล็อก(Blogger) หน้า 6-8
บทที่3 วิธีดำเนินการ หน้า 9-10
บทที่4 ผลการดำเนินการ หน้า
11
บทที่5 สรุปผลและข้อเสนอแนะ หน้า 12-15
บทที่5 สรุปผลและข้อเสนอแนะ หน้า 12-15
บรรณานุกรม หน้า 16
ภาคผนวก หน้า 17
บทที่ 1
บทนำ
1. แนวคิดที่มาของโครงงาน
เทคโนโลยีทางการสื่อสาร เทคโนโลยีทางด้านคอมพิวเตอร์ ในปัจจุบัน
เริ่มมีบทบาทในการดำเนินชีวิตของมนุษย์
และมีส่วนช่วยสนับสนุนสื่อทางด้านการศึกษาอีกด้วยโดยสื่อสมัยใหม่นิยมเป็น
สื่อการเรียนผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เพราะ สะดวกรวดเร็วและเข้าถึงได้ง่าย
โรคปวดศีรษะไมเกรนจัดเป็นปัญหาหลักทางสาธารณสุขที่พบมากขึ้น
โดยเฉพาะในประเทศไทยพบว่าคนที่อยู่ในเมืองที่มีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์มีปัญหาเกี่ยวกับโรคปวดศรีษะไมเกรนอีกทั้งยังมีปัญหาการเจ็บป่วยต่าง ๆ มากมายสืบเนื่องมาจากไข้หวัดใหญ่ เนื่องจากปัญหาสุขภาพที่เกิดจากตามข้อมูลทางการแพทย์
พบว่าโดยทั่วไปแล้ว
อาการปวดของร่างกายเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงในทุกระบบภายในร่างกายของคนเรา
เริ่มจากการที่ปลายประสาทถูกทำร้าย หรืออาจจะมีสาเหตุมาจากทางด้านจิตใจ
หรือมีสาเหตุมาจากเนื้องอก ขณะเดียวกัน ก็อาจจะมีอาการปวดเฉียบพลันและรุนแรงซึ่งมักจะเป็นสัญญาณอันตราย
เตือนให้รู้ตัวล่วงหน้าว่าไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะการไปพบแพทย์ล่าช้า
จะมีผลต่อการรักษา
โดยเฉพาะการค้นหาสาเหตุที่ซ่อนเร้นซึ่งเป็นต้นตอของอาการปวดก็จะมีความยุ่งยากมากขึ้นตามไปด้วย
ดังนั้นข้าพเจ้าจึงคิดทำโครงงานเกี่ยวกับการพัฒนาสื่อทางการศึกษาเรื่อง ''โรคปวดศีรษะไมเกรน''โดยได้รวบรวมข้อมูล
เนื้อหาความรู้เกี่ยวกับโรคปวดศรีษะไมเกรนและจัดทำเป็นเว็บบล็อก เพื่อเป็นประโยชน์และเฝ้าระวังปัญหาโรคปวดศรีษะไมเกรน
2. วัตถุประสงค์
2.1 เพื่อศึกษาและพัฒนาเว็บบล็อก
เรื่อง โรคปวดศรีษะไมเกรน
2.2 เพื่อเป็นสื่อทางการศึกษาผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
2.3 เพื่อเป็นประโยชน์กับบุคคลที่สนใจทั่วไป
3. ขอบเขตของโครงงาน
3.1 ศึกษาสาเหตุการเกิดโรคปวดศรีษะไมเกรน
3.2 ศึกษาการแพร่เชื้อโรคปวดศรีษะไมเกรน
3.3 เพื่อศึกษาโรคที่มาพร้อมกับโรคปวดศรีษะไมเกรน
3.4 ศึกษาวิธีการป้องกัน และรักษาการเกิดโรคปวดศรีษะไมเกรน
4. วิธีการดำเนินงาน
4.1 กำหนดปัญหา เพื่อที่จะศึกษาโรคปวดศรีษะไมเกรน
4.2 ขอคำแนะนำจากครูที่ปรึกษาโครงงาน
4.3 ประชุมกลุ่มแบ่งหน้าที่การหาข้อมูล
4.4 ประชุมการวางแผนเบื้องต้น
4.5 ลงมือปฏิบัติงานตามแผนที่วางไว้
4.6 รวบรวมข้อมูล
4.7 ประเมินผลการศึกษา
5. ระยะเวลาในการดำเนินงาน
การดำเนินงานครั้งนี้ใช้ระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2559 ถึง 16 มีนาคม พ.ศ. 2559
6. ประโยชน์ที่ได้รับ
1.ได้ทราบสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคปวดศรีษะไมเกรน
2. ได้ทราบวิธีการป้องกันการเกิดโรคปวดศรีษะไมเกรนเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติตนที่ถูกต้องต่อไป
3. ได้สื่อทางการศึกษาผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับโรคปวดศรีษะไมเกรน
บทที่ 2
เอกสารและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
การพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษาผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เรื่อง โรคปวดศรีษะไมเกรนคณะผู้จัดทำได้ศึกษาค้นคว้าเสนอเอกสารที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้
2.1โรคปวดศรีษะไมเกรน
ความหมายของโรคปวดศรีษะไมเกรน
อาการปวดศรีษะแบบปวดไมเกรนจะพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายในส่วนสัด
2 ต่อ 1 โดยอาการปวดศีรษะชนิดนี้จะปวดเป็นพักๆ
ปวดข้างใดข้างหนึ่ง ปวดแบบตุบๆ เหมือนชีพจรกำลังเต้นนอกจากนี้ ยังมีอาการคลื่นไส้
อาเจียน ตาพร่ามัว หรือเห็นแสงสีร่วมอยู่ด้วย โดยอาการปวดจะเกิดขึ้นนาน 2-3
ชั่วโมง แล้วจะทุเลาลง หลังจากนั้นจะมีอาการปวดขึ้นใหม่
และจะมีอาการปวดในลักษณะนี้ติดต่อกันวันละครั้ง หรืออาทิตย์ละหลายครั้ง
ปัจจัยที่กระตุ้นให้มีอาการปวดศีรษะไมเกรน
• อาหารที่มี สารกันบูด ถั่ว เนย ช็อกโกแลต
ยาขยายหลอดเลือด
• อดอาหารนานๆ น้ำตาลในเลือดต่ำ
• นอนไม่เป็นเวลา
เนื่องจากทำงานเป็นกะ หรือเดินทางไปต่างประเทศที่มีเวลาคลาดเคลื่อนกับประเทศไทย
เป็นต้น
• ฮอร์โมนเพศหญิง
มีประจำเดือนหรือแม้แต่การตั้งครรภ์ในระยะแรก
• อากาศร้อน แดดร้อน กลิ่นน้ำหอม กลิ่นเหม็น
ควันบุหรี่ ควันจากท่อไปเสีย
ชนิดของโรคปวดศรีษะ
ที่พบบ่อย ๆ โดยทั่วไปแล้วมี 4 ประเภทหลัก ๆ
ดังนี้
1. โรคปวดศรีษะไมเกรน(Migraines)
2. โรคปวดศรีษะจากความเครียด
(Tension headache)
3. โรคปวดศรีษะแบบคลัสเตอร์(Cluster headache)
4. โรคปวดศรีษะจากแรงดันในสมองสูง(Increase Intracranial Pressure
การวินิจฉัยอาการปวดศีรษะไมเกรน
จะวินิจฉัยจากประวัติของอาการปวด
การตรวจร่างกายทางระบบประสาท รวมถึงโรคของสมองหรือไขสันหลัง ซึ่งพบว่า
อาการคลื่นไส้ และอาเจียน เมื่อออกกำลังกายจะมีอาการปวดมากขึ้น โดยอาการเหล่านี้เป็นลักษณะจำเพาะของอาการปวดศีรษะไมเกรน
ทั้งนี้ หากมีการตรวจร่างกายและระบบประสาทแล้วไม่พบสิ่งผิดปกติ ขณะเดียวกัน
เมื่อมีการตรวจสมองแล้วก็ไม่มีข้อบ่งชี้กับอาการปวด
แพทย์ก็จะวินิจฉัยว่าเป็นอาการปวดศีรษะไมเกรน
โรคปวดศรีษะจากความเครียด (Tension
Headache)
อาการปวดศีรษะจากความเครียด
เป็นภาวะที่พบได้บ่อยมากในคนทั่วไป กล่าวคือ ประมาณร้อยละ 80-90 ของผู้ที่มีอาการปวดศีรษะ
จะมีสาเหตุมาจากความเครียด โดยพบในผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก และพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย
ซึ่งสาเหตุก็มีหลายอย่าง เช่น ทำงานหนัก ใช้สมองมาก อารมณ์เครียด กังวลใจหรือ
นอนหลับไม่พเพียงพอ เป็นต้น ทำให้มีอาการปวดตึงของกล้ามเนื้อตรงต้นคอและรอบ ๆ
ศีรษะ
ลักษณะอาการ
ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตื้อ ๆ หนัก ๆ
ตรงบริเวณต้นคอ หรือท้ายทอย หรืออาจจะปวดรอบศีรษะคล้ายถูกเข็มขัดรัด
บางคนอาจปวดตื้อไปทั่วศีรษะ และส่วนมากแล้วก็มักจะปวดตอนบ่าย ๆ หรือเย็น ๆ
จะไม่มีอาการปวดหลังตื่นนอนตอนเช้า และถ้าได้นอนพักสักครู่อาจทุเลาหายไปได้เอง
ที่น่าสังเกตุก็คือ อาการปวดมักเป็นอยู่เพียงไม่กี่ชั่วโมง ก็ทุเลาไปได้เอง
แต่ก็มีบางคนเหมือนกันที่อาจปวดต่อเนื่องเป็นวัน ๆ การปวดลักษณะนี้โดยมากจะไม่มีอาการอื่น
ๆ เช่น ตาพร่ามัว คลื่นไส้ อาเจียน เป็นไข้ และ เป็นหวัด เป็นต้น ร่วมด้วย
ซึ่งการตรวจร่างกาย จะไม่พบสิ่งที่ผิดปกติแต่อย่างใด รวมทั้งความดันเลือด
ก็จะอยู่ในเกณฑ์ปกติด้วย
ข้อแนะนำ
1. การปวดศีรษะจากความเครียด
ถือเป็นภาวะที่ไม่รุนแรง แต่อาจเป็น ๆ หาย ๆได้บ่อย อย่างไรก็ตาม
ก่อนจะวินิจฉัยโรคนี้ ควรตรวจวัดความดัน
และซักถามอาการให้ถ้วนถี่จนแน่ใจว่าไม่มีสาเหตุที่ร้ายแรงเสียก่อน
2. โรคนี้ควรแยกออกจากโรคไมเกรน
ซึ่งจะมีลักษณะปวดตุบ ๆ ที่ขมับ แต่บางครั้งอาจแยกกันไม่ชัด แต่อย่างไรก็ตาม
การดูแลรักษาเบื้องต้นก็ไม่ต่างกัน
3. ในรายที่เป็นเนื้องอกในสมองระยะแรกเริ่มอาจมีอาการปวดศีรษะไม่มาก
คล้ายปวดศีรษะจากความเครียดก็ได้ แต่ต่อมาจะปวดถี่ขึ้นและแรงขึ้น
มักจะปวดตอนดึกหรือเช้ามืด จนทำให้สะดุ้งตื่น และเป็นเรื้อรัง ดังนั้น
ถ้าพบคนที่มีอาการปวดศีรษะในลักษณะดังกล่าว หรือเป็น ๆ หาย ๆ นานเกิน 2 สัปดาห์ ควรแนะนำให้ไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาล
4. สำหรับผู้ที่มีอาการปวดศีรษะจากความเครียดเป็นประจำ
ควรแนะนำให้พักผ่อนให้เพียงพอ อย่าคร่ำเคร่งกับการงานจนเกินไป ออกกำลังกายเป็นประจำ
และหาทางผ่อนคลายความเครียดด้วยวิธีต่าง ๆ
โรคปวดศีรษะแบบคลัสเตอร์ หรือ ปวดศีรษะข้างเดียว
อาการปวดศีรษะแบบคลัสเตอร์ (cluster headache) คือ อาการปวดรุนแรงแบบข้างเดียว
ซึ่งมักจะปวดตุบๆที่กระบอกตา หรือรอบๆ ตา หรือที่บริเวณขมับ และมักจะเป็นข้างเดียว
โดยอาการปวดอาจจะเกิดขึ้นเป็นช่วงยาวประมาณ 10-200 นาที
และอาการปวดอาจเกิดวันเว้นวัน หรือปวดบ่อยถึงวันละ หลายครั้ง แต่ส่วนใหญ่แล้ว
มักเกิดขึ้นวันละ 1-2 ครั้ง
อย่างไรก็ตาม
ลักษณะเฉพาะของอาการปวดศีรษะแบบนี้ จะเป็นอยู่หลายวันนานถึงหลายสัปดาห์ และมีช่วงเวลาที่หายจากอาการปวดเป็นเดือนหรืออาจจะถึงปีแล้วก็กลับมาเป็นใหม่
โดยที่ในบางรายอาจมีอาการร่วมได้แก่น้ำตาไหล คัดจมูก น้ำมูกไหล เหงื่อออก
บริเวณหน้าผาก เปลือกตาและใบหน้าข้างที่เป็นมีอาการบวม อาจมีอาการหนังตาตก
และรูม่านตาหด
การรักษาด้วยยา
เนื่องจากโรคนี้บางครั้งเป็นแค่ 10 นาทีแล้วหายการใช้ยาอาจไม่จำเป็น
แต่ในรายที่เป็นมากอาจจะต้องรักษาด้วยยา
หรือการทำบล็อกเส้นประสาทเนื่องจากอาหารปวดศีรษะ
แบบคลัสเตอร์เป็นการปวดหัวที่ทรมานมาก
ถ้าทิ้งไว้นานอาจจะส่งผลให้เกิดการฆ่าตัวตายได้
ทั้งนี้จะต้องแยกจากภาวะอื่น
เช่นแรงดันในสมองสูง
โรคปวดศีรษะจากแรงดันในสมองสูง (Increase
Intracranial Pressure)
อาการปวดศีรษะ
เนื่องจากความดันในสมองสูง มีสาเหตุจากการมีก้อน หรือสิ่งผิดปกติภายในสมอง
เช่นเนื้องอกในสมอง เลือดออกในสมอง น้ำคั่งในสมอง หรือการติดเชื้อในสมอง ฯลฯ
ผู้ป่วยในกลุ่มนี้จะมีอาการปวดศีรษะได้หลากหลาย
และบางครั้งทำให้การวินิจฉัยเกิดความล่าช้า อีกทั้ง
โรคปวดศีรษะจากแรงดันในสมองสูงนี้
การรักษาจะแตกต่างจากโรคปวดศีรษะในกลุ่มอื่นอย่างสิ้นเชิง
เนื่องจากมีสาเหตุเฉพาะที่ทำให้แรงดันในสมองสูง
จึงต้องรักษาที่ต้นเหตุ และมักจะหายขาดได้ แต่ถ้าช้าเกินไปโรคจะลุกลามทำให้มีผลเสียอย่างมากถึงขั้นทำลายเนื้อสมอง
หรือเสียชีวิตได้
การวินิจฉัย
เนื่องจากผู้ป่วยในกลุ่มนี้
มีสาเหตุที่เกิดจากมีสิ่งผิดปกติภายในสมอง ดังนั้นการทำ MRI หรือ CT Scan ซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องตรวจหาสาเหตุ
ในบางกรณีอาจต้องเจาะกรวดน้ำเลี้ยงเส้นประสาท
เพื่อดูแรงดัน หรือภาวะติดเชื้อ
การรักษา
ควรรักษาที่ต้นเหตุที่ผิดปกติในสมอง
แต่เนิ่นๆ ซึ่งจะทำให้การรักษามักได้ผลดี และปลอดภัยกว่า
2.2สร้างเว็บบล็อก (Blogger)
1. เข้าไปที่ http://www.blogger.com/ จะเจอหน้าจอแบบนี้ ให้คลิกที่
สร้างเว็บบล็อกของท่านเดี๋ยวนี้ ดังรูป
2.
เมื่อท่านคลิกนี้ จะปรากฏดังรูปด้านล่าง
3. ให้ใส่รายละเอียดดังรูป
-ที่อยู่อีเมล :
(จากที่ท่านได้สมัคร Gmail)
-Enter Password : (ใส่รหัสผ่าน)-พิมพ์รหัสผ่านอีกครั้ง
-Displya name (ตั้งชื่อที่จะให้แสดงตอนโพสเว็บบล็อก)
-พิมพ์ตามอักษรที่ปรากฎให้ถูกต้อง
-คลิกดำเนินต่อไป
4.
จากนั้นให้ตั้งชื่อ เว็บบล็อกของท่าน
-คลิกที่ตรวจสอบ
เพื่อตรวจเช็คดูว่า มีใครใช้ชื่อนี้ไป หรือยัง
ถ้ามีแล้วระบบจะแจ้งเตือนว่าใช้ไม่ได้
และจะมีตัวเลือกให้เราโดยอัตโนมัต ถ้าชอบใจตัวไหน
ก็คลิกที่ชื่อด้านล่างตัวนั้นได้
แต่ถ้าต้องการชื่ออื่นอีกก็ตรวจสอบจนกว่าจะได้ชื่อที่คุณพอใจ
เมื่อได้ชื่อตามที่ต้องการแล้ว คลิกที่ ดำเนินต่อไป
5.
จากนั้นจะเข้าสู่การเลือกแม่แบบว่า เราต้องการเว็บบล็อกรูปแบบไหน มีให้เลือกมากมายตาม ต้องการสามารถ
คลิกเพื่อดูตัวอย่างแม่แบบได้ เมื่อได้แม่แบบตามที่เราชอบแล้ว คลิกที่ ดำเนินต่อไปถึงตอนนี้คุณก็จะมีบล็อกกับกูเกิลแล้ว อย่าลืมจดจำคือ
คลิกเพื่อดูตัวอย่างแม่แบบได้ เมื่อได้แม่แบบตามที่เราชอบแล้ว คลิกที่ ดำเนินต่อไปถึงตอนนี้คุณก็จะมีบล็อกกับกูเกิลแล้ว อย่าลืมจดจำคือ
1 อีเมลล์ของ gmail
2
URL เว็บบล็อก
บทที่3
วิธีการดำเนินโครงงาน
3.1 โปรแกรมที่ใช้ในการทำโครงงานบทที่3
3.1.1 โปรแกรม Power Point
3.1.2 โปรแกรม Microsoft Word 20073.1.3 เว็บไซต์ที่ให้บริการคือ http://www.blogger.com/
3.1.4 เว็บไซต์ที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารคือ
www.facebook.com , www.gmail.com ,
www.google.com
3.2 วิธีการดำเนินโครงงาน
บทที่ 4
ผลการดำเนินงาน
4.1) ผลการดำเนินงาน
คณะผู้จัดทำสามารถดำเนินการได้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีโดยการวางแผนวิธีดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน
และมีการนำเทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตมาใช้ในการทำโครงงาน เช่น
1.การรวบรวมข้อมูล “โโรคปวดศรีษะไมเกรน” จากทางอินเตอร์เน็ต
2.การศึกษาวิธีการสร้างเว็บบล็อกเพื่อใช้เป็นสื่อในการเผยแพร่ความรู้เรื่อง “โรคปวดศรีษะไมเกรน” จากทางอินเตอร์เน็ต
บทที่ 5
สรุป
อภิปรายและข้อเสนอแนะ
การจำทำโครงงานโรคปวดศรีษะไมเกรน นี้สามารถสรุปผลการดำเนินโครงงาน และข้อเสนอแนะ ดังนี้
วัตถุประสงค์ของโครงงาน
1. เพื่อศึกษาและพัฒนาเว็บบล็อก เรื่อง โรคปวดศรีษะไมเกรน
2. เพื่อเป็นสื่อทางการศึกษาผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
3. เพื่อเป็นประโยชน์กับบุคคลที่สนใจทั่วไป
วัสดุ
อุปกรณ์ เครื่องมือ โปรแกรมที่ใช้ในการพัฒนา
1. โปรแกรม Power Point
2. โปรแกรม Microsoft Word 2007
3.
เว็บไซต์ที่ให้บริการคือ http://www.blogger.com/
4. เว็บไซต์ที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารคือ www.facebook.com
, www.gmail.com , www.google.com
สรุปผลการดำเนินงานโครงงาน
จากการดำเนินงานโครงงานการพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษาผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
เรื่อง โรคปวดศรีษะไมเกรนในครั้งนี้สรุปผลการดำเนินงานได้ดังนี้
ทำให้ได้เว็บบล็อกเรื่อง โรคปวดศรีษะไมเกรนเป็นสื่อทางการศึกษาผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตซึ่งทำให้เกิดประโยชน์กับบุคคลที่สนใจทั่วไป ส่งเสริมให้ทุกคนมีสุขภาพแข็งแรงปราศจากโรคปวดศรีษะไมเกรน
ข้อเสนอแนะ
ควรมีการจัดทำเนื้อหาของโครงงานให้หลากหลายให้ครบทุกกลุ่มสาระ
การเรียนรู้
ปัญหา อุปสรรค และแนวทางในการพัฒนา
1. เครื่องคอมพิวเตอร์ไม่เพียงพอกับการทำโครงงาน
และบางครั้งอินเทอร์เน็ตมีปัญหา
2. อินเทอร์เน็ตล่าช้า จึงทำให้เสียเวลาและทำให้โครงงานเสร็จช้า
ที่อยู่เว็บบล็อกของผู้จัดทำ
http://migrainesklongkru.blogspot.com/2016/03/blog-post.html
บรรณนานุกรม
http://www.xn--42c6au4awb1a2c8i.com/contactus.htmlhttp://migrainesklongkru.blogspot.com/2016/03/blog-post.html









ใช้หลักการทฤษฎีอะไรหรอค่ะ
ตอบลบขอบคุณมากครับที่เผยแพร่ข้อมูลความรู้
ตอบลบ